รีวิว Bond 25: No Time To Die

อาจจะใช้เวลานานซักหน่อยกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่อย่างน้อยๆในวันนี้ Bond 25 หรือ สายลับ 007 เจมส์ บอนด์ ภาคใหม่ล่าสุดได้ชื่อภาคอย่างเป็นทางการแล้ว และมันก็มีชื่อว่า “No Time To Die”

Bond 25: No Time To Die
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : แอคชั่น /ดราม่า /ทริลเลอร์
กำกับโดย : Cary Joji Fukunaga
แสดงนำโดย : Daniel Craig / Ralph Fiennes / Naomie Harris / Rami Malek / Léa Seydoux /Ben Whishaw /Jeffrey Wrigh
ผลิตโดย : Eon Productions / Metro-Goldwyn-Mayer (MGM)
กำหนดฉาย : 9 เมษายน 2020

ในภาคใหม่นี้ เจมส์ บอนด์ จะใช้ชีวิตหลังจากเกษียณอย่างเงียบสงบในจาไมก้า แต่ชีวิตอันเรียบง่ายแบบคนปกตินี้ก็ถูกขัดจังหวะเมื่อ เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่าง Felix Leiter ได้ปรากฏตัวขึ้นและขอให้บอนด์ช่วยเขาในภารกิจช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ถูกลักพาตัวไป และนี่คือภารกิจที่มันจะทำให้บอนด์ต้องเจอกับวายร้ายปริศนาที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอาวุธชนิดใหม่สุดแสนอันตราย

รีวิว Bond 25

Bond 25: No Time To Die จะเป็นหนังเรื่องที่ 5 และเรื่องสุดท้ายของนักแสดง Daniel Craig ในบทของ เจมส์ บอนด์ และในภาคนี้จะเป็นการกลับมาของทีมนักแสดงอย่าง Ralph Fiennes ในบท M, Lea Seydoux ในบท Dr. Madeleine Swann, Naomie Harrisในบท Moneypenny, Ben Whishaw ในบท Q, Rory Kinnear ในบท Tanner, Jeffrey Wright ในบท Felix และ Christoph Waltz ที่มีข่าวลือว่าเขาจะกลับมารับบท Blofeld อีกครั้งด้วย

ร่วมกับนักแสดงสมทบอย่าง Dali Benssalah, Billy Magnussen, Ana De Arma, David Dencik และ Lashana Lynchนอกจากนี้หนังยังได้ Rami Malek มารับบทเป็นวายร้ายหลักด้วย

สำหรับภาคนี้ หนังจะเล่าถึงเหตุการณ์หลัง เจมส์ บอนด์ ออกจากการเป็นสายลับและไปใช้ชีวิตแสนสงบยังประเทศจาไมกา แต่แล้วชีวิตเขาก็ไม่เคยสงบ ต้องกลับลงสู่สังเวียนอีกครั้ง เมื่อ เฟลิกซ์ ไลเทอร์ เพื่อนซีไอเอ ที่ไปขอให้ บอนด์ กลับมาทำภารกิจช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกลักพาตัว นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องกลับมาพัวพันอันตราย จากวายร้ายที่หวังครอบครองเทคโนโลยีสุดไฮเทค

รีวิว Bond 25

แม้ว่านักแสดงหนุ่มใหญ่สายกล้ามชาวอังกฤษ “แดเนียล เครก” เคยแสดงท่าทีที่ไม่พอใจกับการรับบท 007 ภาคล่าสุดอย่าง Spectre จนประกาศเป็นนัยๆว่าจะไม่กลับมารับบทนี้อีกแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็มีรายงานว่าเขาจะกลับมารับบท 007 อีกครั้งเป็นการส่งท้ายอย่างจริงจัง เพราะเจ้าตัวมีสัญญากับทางค่ายอีก 1 ปีนั่นเอง

ในส่วนบทของภาคนี้ จะเป็นฝีมือของสองคู่หู นีล เพอร์วิส กับ โรเบิร์ต เวด มือเขียนบท 007 ฉบับแดเนียล เครก ทั้ง 4 ภาค และ 007 ฉบับ เพียร์ซ บรอสแนน อีก 2 ภาค โดยจะ “ไม่ยึดโยง หรือเกี่ยวข้องกับนวนิยายภาคไหนๆของเอียน เฟลมมิ่ง