รีวิว Birds of Prey

Birds of Prey ภาพยนตร์รวมพลฮีโร่สาวจาก Comic เรื่องแรกของโลก

ในยุคที่ความเท่าเทียมทางเพศถูกหยิบเอามาเป็นประเด็นแทบจะทุกอย่างรอบตัว และยุคที่หนังรวมพลฮีโร่กำลังได้รับความนิยม ทางฝั่งมาร์เวลพึ่งจะฉลองความสำเร็จไปกับ Avengers Endgame ซึ่งในฉากที่หลายๆ คนพูดถึงคือฉากช่วงท้ายที่ในซีนนั้น เป็นการขึ้นจอของฮีโร่สาว MCU ที่สำหรับบางคนถือเป็นซีนที่ทรงพลังใช้ได้ น่าจะเอามาต่อยอดเป็นอย่างมาก กลับกันทาง DC ก็ได้ชิงตัดหน้าทำเป็นหนังรวมพลฮีโร่สาว (แน่ใจนะว่าฮีโร่) นำทีมโดย ฮาลีย์ ควินน์ และอีก 4 สาวแห่งเมืองก๊อตแธ่ม ลุกฮือขึ้นมาปลดแอกตัวเองจากการโดนกดขี่โดยผู้ชาย

เรื่องราวว่าด้วย หลังจากที่ฮาลีย์ ควินน์ได้เลิกรากับโจ๊กเกอร์ เธอก็ถูกตามล่าจากอริต่างๆ มากมาย เธอจะต้องยืนด้วยขอของตัวเองให้ได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งใบบุญของโจ๊กเกอร์ ซึ่งเธอเองก็ได้เข้ามาพัวพันธ์กับ Black Mask มาเฟียเจ้าใหญ่ที่กำลังตามล่าเพชรเม็ดเป้งจาก แคสเซนดร้า เคน นักล้วงกระเป๋าวัยใส แต่เรื่องราวจะจบลงอย่างไรแนะนำให้เปิดใจและไปลองชมในโรงได้เลย

นับเป็นการวางเดิมพันก้อนใหญ่อีกครั้งก็ว่าได้ของ วอร์นเนอร์ บราเธอร์ ที่กล้าเอาผู้กำกับหญิงชาวจีนที่เพิ่งผ่านหนังใหญ่มาเพียงเรื่องเดียวอย่าง เคธี ยาน ที่เคยมีงานดรามา คอมเมดี้ สะท้อนการเมืองอย่าง Dead Pigs เป็นเครคิตกำกับหนังยาวเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น แต่กลับแสดงวิสัยทัศน์ให้ตัวละครหญิงในโลกดีซีได้มาเจอกันภายใต้สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานได้ดีกว่า Suicide Squad เสียอีก และที่สำคัญคือทั้งผู้กำกับและวอร์นเนอร์เองก็ดูจะมั่นใจในเรต R มากขึ้นหลัง Joker ประสบความสำเร็จชนิดถล่มทลายทั้งรายได้และเวทีรางวัล ดังนั้นการผจญภัยคราวนี้ของ ฮาร์ลีย์ ควินน์ และผองเพื่อนจึงเต็มไปด้วยความรุนแรง คำพูดหยาบคาย มุกตลกที่เล่นเรื่องเพศ ช่วยขับเน้นชีวิตภายใต้อิทธิพลมืดในเมืองโสมมอย่างก็อตแธมด้วยน้ำเสียงเฟมินิสต์สุดข้นคลั่กทว่ากลมกล่อมไปกับการเป็นหนังแอ็กชันจากคอมิกได้อย่างกลมกล่อมทีเดียว

ส่วนหนึ่งในความดีความชอบของหนังคงต้องยกให้บทของ คริสตีนา ฮอดสัน ที่เคยเขียน Bumblebee มาบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของฮาร์ลีย์ ควินน์ เพราะการที่หนังเลือกมีตัวละครเยอะขนาดนี้การจัดการกับข้อมูลที่ต้องบอกเล่ากับคนดูไม่ใช่เรื่องง่าย และการใช้ฮาร์ลีย์ ควินน์ เป็นเหมือนพิธีกรในโชว์ที่พาเราไปรู้จักตัวละครอื่น ๆ ก็ชาญฉลาดไม่น้อย โดยในขณะที่เหตุการณ์ดำเนินอยู่หนังก็เลือกฟรีซเฟรมหยุดภาพแล้วเอาเสียงบรรยาฮาร์ลีย์ ควินน์ มาบอกเล่าที่มาของแต่ละคน ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าตัวละครในโลกของดีซี มักมีชะตากรรมบัดซบกันแทบทุกคน และแม้ว่าจะติดขัดกับการที่มักมีเส้นเรื่องของหลายตัวละครจนทำให้ไม่มีเส้นเรื่องของใครเด่นขึ้นมาให้เกาะนัก แต่กับของยากอย่างการที่ต้องเอาตัวละครสาวแกร่งมาเจอกันคราวนี้กลับเต็มไปด้วยสีสัน มีทั้งอารมณ์ขัน ฉากบู๊ตื่นตา และดรามาที่ดันไปเข้ากระแส Me Too พอดี

โดยนอกจากบทหนังแล้วการออกแบบงานสร้างของหนังก็มีจุดน่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะการใช้สี ม่วง ชมพู เหลือง เขียว ที่แม้จะดูสดใสแค่ไหนแต่กลับแฝงความหมายทั้งความตาย ความไร้เดียงสา สัญญาณเตือน และความเป็นพิษ ซึ่งปรากฎทั้งงานจัดแสงไปจนถึงการเลือกใช้สีในคอสตูมตัวละคร แม้ว่าเอ่อ…ส่วนใหญ่สีพวกนี้จะปรากฎกับตัวละคร ฮาร์ลีย์ ควินน์ แบบแทบจะทุกส่วนของร่างกายแล้วก็ตาม (ฮ่าาาา) และนอกจากการใช้สีมาสื่อความหมายแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจมาก ๆ คือการออกแบบงานสร้างที่ดันไปคล้องกับกระแส Me Too และเฟมินิสต์ในเรื่องอย่างซีนสวนสนุกที่ดันออกแบบ อุโมงค์ ให้เป็นสัญญะของช่องคลอดในฉากที่เหล่าสาว ๆ ถูกผู้ร้ายชายโฉดใส่หน้ากากเตรียมรุมสกรัมพวกเธอ ซึ่งให้ภาพเปรียบเปรยกับการที่ผู้หญิงต้องถูกคุมคามทางเพศโดยเฉพาะการเสี่ยงถูกข่มขืนผ่านงานภาพได้อย่างชาญฉลาด รวมถึงการออกแบบ “มือหมุน” แทนที่จะเป็นม้าหมุนก็แน่นอนล่ะว่าพอฉากนี้เหล่าสาว ๆ ต้องสู้กับผู้ชายก็กลายเป็นสัญญะแทนการคุกคามทางเพศที่พวกเธอต้องต่อกรกับ “มือชาย” ที่ล่วงล้ำอาณาเขตทางเพศได้อย่างสร้างสรรค์ทีเดียว ที่สำคัญฉากแอ็กชันของหนังคือเริ่ดมากเป็นการออกแบบฉากบู๊ให้สาว ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว รุนแรง ที่สำคัญมันสามารถเอาอาวุธจากการ์ตูนอย่างค้อนของฮาร์ลีย์ ควินน์ มาใช้เป็นอาวุธได้อย่างเท่มาก

หลังจากดูจบต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ ในด้านเนื้อเรื่องแนบจะไม่ค่อยมีดีเทลอะไรเยอะเท่าไหร่ อาศัยวิธีการเล่าเรื่องมาขยายเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยจะมี ให้มันดูมีอะไร นึกง่ายๆ เลย เป็นการเล่าเรื่องและเดินเรื่องแบบ Deadpool นั้นเอง โดยฮาร์ลีย์ ควินน์ เป็นตัวเดินเรื่อง โดยเธอจะนำพาคนดูไปพบกับปัญหาต่างๆที่เธอต้องเผชิญ และวิธีการแก้ไขปัญหาแบบกวนๆ ซึ่งเรียกความฮาได้ไม่น้อย อีกทั้งฉากโหดๆสไตล์ John Wick ก็มีมาเซอร์วิสแฟนๆ ได้อย่าถึงใจพอประมาณเลย

เรียกได้ว่า Birds of Prey ครบเครื่องมากทั้งการเป็นหนังแอ็กชันสุดมันส์ เปี่ยมอารมณ์ขัน และเล่นกับประเด็น Me Too ได้อย่างกล้าหาญ ตัวหนังเล่าเรื่องเปี่ยมลีลาสุดกวนตั้งแต่ยันฉากท้าย เอนด์เครดิต ที่แนะนำให้ดูมากครับ ดาเมจนี่ฉากท้ายเครดิตของหนังมาร์เวลชิดซ้ายไปเลย